คุมโซเชียลเด็ก: เจตนาดีแต่ทำยาก? โจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องหาทางออก

ท่ามกลางกระแสโลกที่เริ่มแบนโซเชียลในเด็กเพื่อลดความเสี่ยง สังคมไทยกำลังตั้งคำถามว่า กฎหมายควบคุมอายุผู้ใช้เป็นคำตอบที่แท้จริง หรือเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุที่อาจสร้างผลกระทบมากกว่าเดิม
กระแสการตื่นตัวระดับโลกเรื่องการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่มเด็กและเยาวชนกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่รัฐบาลหลายแห่งกำลังพิจารณามาตรการทางกฎหมายเพื่อสกัดกั้นภัยแฝงที่มาพร้อมกับโลกออนไลน์
การผลักดันให้มีการจำกัดอายุผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในประเทศไทย เริ่มถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้งหลังจากเห็นสัญญาณอันตรายจากพฤติกรรมเชิงลบของเด็กไทยที่ใช้สื่อโซเชียลอย่างไร้ขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyberbullying) การเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือแม้แต่ผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองและจิตใจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย กรีซ หรืออินโดนีเซีย ที่เริ่มใช้มาตรการแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีอย่างเข้มงวด
มุมมองนักวิชาการ: กฎหมายใช่ทางออกเดียวจริงหรือ?
ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ จากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความเห็นผ่าน Misryoum ว่า การจะลอกเลียนแบบกฎหมายจากต่างประเทศมาใช้ในไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แม้ในหลักการจะเห็นด้วยกับการปกป้องเด็ก แต่บริบทสังคมไทยมีความซับซ้อนมากกว่านั้น การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวโดยขาดโครงสร้างพื้นฐานในการสนับสนุนครอบครัวอาจกลายเป็นดาบสองคม
ด้าน ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต ได้ตั้งคำถามสำคัญถึงการบังคับใช้กฎในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าในทางปฏิบัติ แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มีเงื่อนไขห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้งานอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ “ความจริงจัง” ในการบังคับใช้ที่ไม่เกิดขึ้นจริงในไทย ดังนั้น แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่การออกกฎหมายใหม่ที่อาจเข้าถึงยาก ควรตั้งคำถามว่าเราจะยกระดับการบังคับใช้กฎระเบียบที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพอย่างไร
จุดบอดของวิธีคิดแบบด้านเดียว
รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น มองว่าการเรียกร้องให้มีกฎหมายเด็ดขาดเป็นการสะท้อน “วิธีคิดแบบด้านเดียว” ของสังคมไทย เพราะการห้ามอย่างรุนแรงอาจผลักให้เด็กไปใช้ช่องทางที่อันตรายกว่าเดิม หรือเกิดการลักลอบใช้จนกลายเป็นพฤติกรรมแอบแฝงที่ผู้ปกครองไม่สามารถเข้าถึงหรือควบคุมได้เลย
แท้จริงแล้วปัญหาการใช้โซเชียลของเด็กไม่ใช่เรื่องของอายุเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความพร้อมด้าน “ทักษะดิจิทัล” (Digital Literacy) ที่เด็กและผู้ปกครองต้องมีควบคู่กัน หากผู้ปกครองขาดทักษะในการแนะนำหรือเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้งาน กฎหมายใด ๆ ก็ยากจะป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภายในบ้านได้ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโลกออนไลน์ควรเริ่มต้นจากการให้ความรู้และการสื่อสารในครอบครัว มากกว่าการใช้กรงขังทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว
ในอนาคต หากไทยยังคงเพิกเฉยต่อการสร้างวัฒนธรรมการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ความพยายามในการควบคุมด้วยกฎหมายอาจกลายเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การหันมาลงทุนกับทักษะการรู้เท่าทันสื่อและสร้างสัมพันธภาพภายในครอบครัวที่แน่นแฟ้น คือภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนที่สุดในยุคที่โลกดิจิทัลไร้พรมแดนเช่นนี้