Thailand News

เครือข่ายต้านเหล้าบุกค้าน หลังท้องถิ่นพยายามเปิดช่องขายแอลกอฮอล์ในสวนสาธารณะ

ภาคประชาสังคมรวมตัวคัดค้านความพยายามขององค์กรปกครองท้องถิ่นในเชียงใหม่และระนองที่หวังเปิดพื้นที่สวนสาธารณะให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชี้ขัดกฎหมายและทำลายพื้นที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัว เตรียมเดินหน้าฟ้องศาลปกป้องสิทธิประชาชน

ความขัดแย้งเรื่องการใช้พื้นที่สาธารณะกำลังร้อนระอุ เมื่อภาคประชาสังคมออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่และระนอง ที่พยายามเปิดช่องทางให้มีการขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในสวนสาธารณะ โดยอ้างเหตุผลด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ จากภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ภปค.) เปิดเผยว่าได้รับแจ้งเบาะแสการจัดกิจกรรมในลักษณะสุ่มเสี่ยงหลายแห่ง โดยเฉพาะกรณีการตั้งเป็น ‘สโมสร’ เพื่อเลี่ยงกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสวนสาธารณะ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.. 2551 มาตรา 27 (7) และมาตรา 31 (6) ที่ระบุชัดเจนว่าห้ามมิให้มีการขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ที่รัฐจัดไว้เพื่อการพักผ่อนของประชาชนโดยเด็ดขาด

การผลักดันให้เกิดกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่ถูกมองว่าเป็นความท้าทายต่อหลักนิติธรรม ภาคเครือข่ายตั้งข้อสังเกตว่าการใช้สถานะ ‘สโมสร’ หรือการขอข้อยกเว้นจากคณะกรรมการระดับจังหวัด เป็นการตีความกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนบางกลุ่มมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ยิ่งไปกว่านั้น การนำเครื่องดื่มมึนเมาเข้าไปในพื้นที่สีเขียว ซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ยังเป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ปัญหาสังคม และภาระทางสาธารณสุขในระยะยาว

พื้นที่สาธารณะที่เสียไปมากกว่าเงินตรา

มุมมองจากพื้นที่อย่างจังหวัดระนองและภาคเหนือตอนบน สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามดังกล่าวเป็นการย้อนกลับไปทำลายความสำเร็จในการสร้าง ‘พื้นที่ปลอดเหล้า’ ที่ภาคประชาสังคมและหน่วยงานรัฐเคยร่วมกันสร้างมาตลอดสองทศวรรษ พื้นที่อย่างภูเขาหญ้าในระนอง หรือสวนสาธารณะในเชียงใหม่และน่าน เคยเป็นแลนด์มาร์คที่ครอบครัวสามารถมาพักผ่อนได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลกับควันบุหรี่หรือคนเมา ซึ่งหากปล่อยให้มีการขายเหล้าเกิดขึ้น สิ่งแวดล้อมเหล่านี้จะเปลี่ยนไปทันที

การอ้างเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจดูจะเป็นดาบสองคม ในแง่หนึ่งอาจเห็นตัวเลขรายได้ระยะสั้น แต่ในอีกแง่หนึ่งคือต้นทุนทางสังคมที่ตามมา ทั้งงบประมาณการจัดการปัญหาเมาแล้วขับ ความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น และการสูญเสียโอกาสในการพักผ่อนของประชาชนทั่วไป การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ควรแลกมาด้วยการทำลายสุขภาวะของคนในชุมชน โดยเฉพาะเมื่อการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสวนสาธารณะนั้นขัดต่อประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่บังคับใช้อยู่เดิม

ในอนาคต หากไม่มีการหยุดยั้งกระแสการตีความกฎหมายเพื่อเอื้อต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้ พื้นที่สาธารณะทั่วประเทศอาจเผชิญกับการถูกรุกคืบเช่นเดียวกัน เครือข่ายภาคประชาสังคมจึงยืนยันว่าพร้อมที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อปกป้องเจตนารมณ์ของกฎหมายและรักษาพื้นที่สาธารณะให้เป็นสมบัติของทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ใช่พื้นที่สำหรับกลุ่มผลประโยชน์