อย่าเบี้ยว! ประชามติแก้ รธน. โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลอนุทินต้องเร่งตอบ

ผลประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชัดเจนด้วยเสียงประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง แต่กลับไร้วี่แววความคืบหน้าจากรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคนไทยทั้งประเทศ
ผลการลงมติจากประชาชนกว่า 36 ล้านคน เมื่อวันที่ 8 ก.พ.. 2569 คือเครื่องพิสูจน์ความต้องการของคนไทยทั้งประเทศ ว่าพวกเขาต้องการเห็นกติกาใหม่ในการปกครองบ้านเมือง โดยตัวเลขผู้เห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สูงถึงร้อยละ 58.64 กลายเป็นอาณัติจากประชาชนที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่สามารถมองข้ามได้
การขับเคลื่อนประชามติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการถกเถียงและตกผลึกทางความคิดร่วมกันระหว่างรัฐสภา นักวิชาการ และภาคประชาชนตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม ทุกขั้นตอนผ่านการกลั่นกรองอย่างเปิดเผย ต่างจากความพยายามในอดีตที่มักถูกครหาเรื่องการจัดตั้งหรือการ “ฮั้ว” เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเดิม การลงประชามติครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่สะท้อนว่า สังคมไทยพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนผ่านภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและตรวจสอบได้
ทว่า ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมากลับกลายเป็นความเงียบเชียบ นายอนุทิน ผู้นำรัฐบาลที่เคยประกาศก้องถึงนโยบาย “พูดแล้วทำ” กลับไม่ได้ระบุถึงไทม์ไลน์ที่ชัดเจนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความนิ่งเฉยนี้สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมและตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังหาทาง “เบี้ยว” เสียงประชาชนหรือไม่ ขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนที่เคยประกาศจุดยืนเรื่องนี้ไว้อย่างแข็งกร้าว กลับดูเหมือนลดดีกรีความร้อนแรงลงอย่างน่าประหลาดใจ จนสังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความจริงจังในการตรวจสอบฝ่ายบริหารในประเด็นสำคัญนี้
การยึดถือผลประชามติไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของความชอบธรรมทางการเมือง ในฐานะที่ นายอนุทิน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ต่างเป็นบุคคลสำคัญที่กุมบังเหียนหลักในการขับเคลื่อนประเทศ การปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีคำตอบ จึงเปรียบเสมือนการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่ได้ไปเข้าคูหาหย่อนบัตรเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ความล่าช้านี้อาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาในระยะยาว ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงแค่คำสัญญา แต่ต้องการเห็นกลไกการร่างรัฐธรรมนูญที่ครอบคลุมและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หากรัฐบาลเลือกที่จะถ่วงเวลาด้วยข้ออ้างสารพัด ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือการหักหลังเจตนารมณ์ของประชาชนจำนวนหลายสิบล้านเสียงที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีกติกาที่เป็นสากล
สุดท้ายนี้ การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลา 2 ปี จึงไม่ใช่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศชาติ หากรัฐมนตรีคนสำคัญอย่าง นายไชยชนก ชิดชอบ นายภราดร ปริศนานันทกุล หรือ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ยืนยันว่าการลงประชามติในพื้นที่ของตนมีความโปร่งใส ก็ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะต้องรีรอหรือหลบเลี่ยงที่จะทำตามสิ่งที่ประชาชนได้ขีดเส้นไว้ตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.. 69 อีกต่อไป