เดลินิวส์ 28 เม.ย. รื้อโครงสร้างค่าไฟ ใช้มากจ่ายมาก เริ่มบิล มิ.ย. 23.2 ล้านครัวเรือนอ่วม

ข่าวเดลินิวส์ชี้ รื้อโครงสร้างค่าไฟรอบกว่า 20 ปี ใช้โมเดลขั้นบันได “ใช้น้อยจ่ายน้อย-ใช้มากจ่ายมาก” เริ่มบิลมิ.ย. กระทบ 23.2 ล้านครัวเรือน
มาตรการปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่หลังผ่านมานานกำลังจะเริ่มเห็นผลจริงในบิลรอบมิถุนายน.
รายงานในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ระบุว่า “เอกนัฏ” ประกาศเดินหน้ารื้อโครงสร้างค่าไฟรอบประมาณ 20 ปี พร้อมใช้โมเดลแบบขั้นบันได โดยหลักการสำคัญคือ “ใช้น้อยจ่ายน้อย-ใช้มากจ่ายมาก” ทำให้ผู้ใช้ไฟที่ใช้เกินระดับกำหนดจะจ่ายแพงขึ้น สวนทางกับครัวเรือนที่ควบคุมการใช้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม แนวทางนี้ตั้งเป้าให้ระบบสะท้อนพฤติกรรมการใช้ไฟมากขึ้น ก่อนจะเริ่มมีผลกับบิลค่าไฟรอบเดือนมิถุนายน ครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งหมายถึงโจทย์ใหญ่ของทั้งครัวเรือนและผู้บริหารจัดการพลังงานในทุกภาคส่วน
ภายใต้ “โมเดลขั้นบันได” การคิดค่าไฟไม่ได้เพิ่มแบบเส้นตรงตามปริมาณการใช้เท่านั้น แต่จะแบ่งช่วงการใช้ไฟเป็นระดับ ๆ เมื่อผู้ใช้ไฟขยับไปอยู่ในช่วงที่สูงกว่า ต้นทุนที่สะท้อนต่อหน่วยไฟจะเปลี่ยนตามระดับนั้น จึงทำให้หลายบ้านอาจรู้สึกว่า “ค่าไฟกระโดด” ในเดือนที่การใช้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะฤดูร้อน การเปิดเครื่องปรับอากาศยาวขึ้น หรือพฤติกรรมการใช้ไฟในครัวเรือนที่เปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ แม้มาตรการจะอธิบายเป็นเชิงหลักการ แต่ผลจริงอยู่ที่ตัวเลขปลายทางในใบเสร็จ และนั่นทำให้ข่าวนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ
เมื่อระบบค่าไฟถูกปรับหลังจากใช้โครงสร้างเดิมมานาน ความหมายเชิงนโยบายคือการทำให้ราคาพลังงาน “ตอบพฤติกรรม” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงเก็บเท่ากันในทุกระดับการใช้ แนวคิดลักษณะนี้พบได้บ่อยในมาตรการด้านพลังงานทั่วโลก เพราะช่วยผลักให้ผู้ใช้พยายามประหยัด—ไม่ใช่ประหยัดแบบชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการปรับพฤติกรรมต่อเนื่อง เช่น การตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะ การดูแลประสิทธิภาพเครื่องใช้ไฟฟ้า และการจัดการช่วงเวลาการใช้งานให้สมเหตุสมผล ในเชิงเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน ภาระค่าไฟที่เปลี่ยนไปจะกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนประจำเดือนที่คนต้องวางแผน หากรายได้ครัวเรือนตึงมือ ยิ่งต้องคุมการใช้ไฟอย่างมีวินัย
สำหรับผู้บริหารบ้านและเจ้าของกิจการ คำถามสำคัญคือ “จะคุมการใช้ให้ไม่หลุดช่วงไหน” เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมในครัวเรือนทำได้หลากหลาย ตั้งแต่การปรับเครื่องปรับอากาศ การปิดเครื่องเมื่อไม่จำเป็น ไปจนถึงการเลือกอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน ในพื้นที่ที่อากาศร้อนจัดหรือมีการใช้แอร์หนัก ค่าไฟมักเป็นรายจ่ายหลักอยู่แล้ว ดังนั้นโมเดลขั้นบันไดจะยิ่งทำให้ผลต่างระหว่างบ้านที่จัดการการใช้ได้ดีกับบ้านที่ใช้หนัก อยู่ชัดขึ้นตามระดับการใช้
ในมุมสังคม สิ่งที่ตามมาคือความเหลื่อมล้ำที่อาจ “ขยับรูปแบบ” หากครัวเรือนที่ต้องใช้ไฟเพื่อการดำรงชีวิตมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เช่น บ้านที่มีสมาชิกดูแลผู้สูงอายุ/เด็กเล็ก หรือบ้านที่จำเป็นต้องใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด การปรับราคาตามปริมาณการใช้ย่อมต้องคิดควบคู่กับมาตรการรองรับ อย่างไรก็ตาม ตัวบทในข่าวที่เผยแพร่อยู่ในกรอบการปรับโครงสร้างและกำหนดการเริ่มบิล จึงยังไม่เห็นรายละเอียดเชิงเยียวยาในข้อความที่มีอยู่ตอนนี้ ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนจะเฝ้าดูต่อในเดือนก่อนถึงรอบบิลจริง
นอกเหนือจากข่าวค่าไฟ ในฉบับเดียวกันยังมีภาพรวมประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงที่สะท้อนการเดินเกมของรัฐในหลายมิติ โดยมีทั้งการพูดคุยกับฝ่ายสิงคโปร์เรื่องการลงทุน การเคลื่อนไหวทางคดี และมาตรการรับมือภัยแล้งและปัญหาฝุ่น อย่างไรก็ตาม ข่าวค่าไฟกลับเป็นเรื่องที่ “แตะกระเป๋า” ของคนจำนวนมากที่สุด เพราะ 23.2 ล้านครัวเรือนคือจำนวนที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในโครงสร้างค่าไฟกลายเป็นผลรวมระดับประเทศทันที
เมื่อถึงเดือนมิถุนายน ผู้ใช้ไฟจำนวนมากอาจเริ่มตรวจสอบตัวเลขการใช้ของตนเองก่อนล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการดูแนวโน้มการใช้รายเดือน ตั้งเป้าการใช้ในระดับที่เหมาะสม หรือวางแผนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าตามเวลาที่เหมาะสม คำถามคือการปรับตัวจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน และมาตรการสื่อสารจากหน่วยงานรัฐจะทำให้ประชาชน “เข้าใจโมเดล” ได้จริงหรือไม่ เพราะหากคนยังไม่เข้าใจวิธีคิด ก็อาจเกิดความสับสนเมื่อบิลมาถึง ทั้งที่เจตนารมณ์คือใช้น้อยจ่ายน้อยในคนที่คุมการใช้ได้
สำหรับภาพรวมของประเทศ การรื้อโครงสร้างค่าไฟหลังผ่านไประยะยาวมีเป้าหมายมากกว่าการปรับราคาอย่างเดียว แต่คือการออกแบบพฤติกรรมการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับต้นทุนและทรัพยากรที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา เมื่อผ่านขั้นเริ่มบิลรอบแรก จะเห็นได้ชัดว่าระบบขั้นบันไดช่วยลดการใช้ในส่วนที่ไม่จำเป็นได้เพียงใด และกระทบต่อครัวเรือนมากน้อยแค่ไหน จากนั้นนโยบายย่อมถูกจับตาให้ปรับจูนต่อ เพื่อให้สมดุลระหว่างความเป็นธรรมทางค่าใช้จ่ายกับความยั่งยืนของระบบไฟในระยะยาว