สังเวยเมาขาดสติ..หมวดกร่างยิงดับผู้บริสุทธิ์!!

เหตุสลดใจในวอล์กกิ้งสตรีทพัทยา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเมาสุราก่อเหตุยิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต พร้อมพฤติกรรมสุดกร่างขณะถูกจับกุม นำไปสู่การให้ออกจากราชการทันทีและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแสงสีของถนนคนเดินวอล์กกิ้งสตรีท พัทยาใต้ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งก่อเหตุใช้ปืนยิงผู้บริสุทธิ์จนถึงแก่ความตาย ขณะอยู่ในอาการมึนเมาสุราอย่างหนัก จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมและการควบคุมอารมณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
เหตุเกิดเมื่อ ร.ต.ต.จีระศักดิ์ ศรีคัทธะนาม หรือ “หมวดโจ้” อายุ 54 ปี รอง สว.สส.สภ.เมืองพัทยา ได้นั่งร่วมโต๊ะกับ นายภัทรธร จิรโชคชัยกุล หรือ “คิง” อายุ 41 ปี เจ้าของร้านกัญชา ก่อนจะมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง พยานในเหตุการณ์ระบุว่าหมวดโจ้ชักอาวุธปืนขนาด 11 มม.. ขึ้นมาข่มขู่ แม้ผู้ตายจะพยายามยกมือไหว้ขอร้องและเข้าห้ามปรามเพื่อระงับเหตุ แต่หมวดโจ้กลับลั่นไกใส่จนทำให้นายภัทรธรเสียชีวิตในเวลาต่อมา
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรงในฐานะผู้ถือกฎหมายเสียเอง สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว หมวดโจ้กลับไม่มีท่าทีสำนึกผิด แต่ยังคงแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยการตะโกนด่าทอผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานด้วยถ้อยคำหยาบคาย จนต้องมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งขณะนี้ทางต้นสังกัดได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอผลการสอบสวนและดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ความบกพร่องที่ยากจะให้อภัย
การพกพาอาวุธปืนในขณะที่มีอาการมึนเมาถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว มันคือการละทิ้งหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและเปลี่ยนสถานะตนเองให้กลายเป็นภัยคุกคามเสียเอง การดื่มสุราทำให้การยับยั้งชั่งใจต่ำลง ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ลดน้อยถอยลง จนกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ด้านอาชญากรรม เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหา “วุฒิภาวะ” ของเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ การจัดการกับความเครียดหรืออารมณ์ชั่ววูบไม่ได้กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่พรากชีวิตผู้อื่น ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญที่สังคมกำลังเรียกร้องไม่ใช่แค่การลงโทษรายบุคคล แต่คือการทบทวนระบบการคัดกรองและการตรวจสอบสภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่ผู้มีอาวุธในครอบครอง
เหตุการณ์นี้ควรถูกจารึกเป็นอุทาหรณ์สำหรับการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ การใช้ปืนตัดสินปัญหาความขัดแย้งในขณะที่ขาดสติคือเส้นทางไปสู่หายนะที่ไม่มีวันแก้ไขได้ ความสูญเสียของครอบครัวนายภัทรธรไม่เพียงแต่เป็นรอยแผลเป็นในใจของคนใกล้ชิด แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของชีวิตเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางบุคคลที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ