รักลูกจนขังลืม! บุกช่วยเด็ก 10 ขวบ ถูกพ่อสั่งหยุดเรียนตั้งแต่ ป.1 อ้างห่วงกลัวเพื่อนแกล้ง

เจ้าหน้าที่บุกช่วยเด็กชายวัย 10 ขวบ หลังถูกพ่อสั่งห้ามไปโรงเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1 อ้างกลัวลูกถูกเพื่อนแกล้งจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนเข้าสู่ความคุ้มครองของ พมจ. เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและเตรียมส่งกลับสู่ระบบการศึกษา
กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในชุมชน เมื่อเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานสนธิกำลังเข้าตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่งในซอยบางกร่าง 15 จ.นนทบุรี หลังได้รับแจ้งเหตุเด็กชายวัย 10 ขวบ ถูกผู้เป็นพ่อกักขังและสั่งห้ามไปโรงเรียนเป็นเวลานานหลายปี
เมื่อวันที่ 23 เม.ย.. 69 นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาชน พร้อมด้วยทีมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนนทบุรี (พมจ.) และตำรวจ สภ.บางศรีเมือง ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า “นายหนึ่ง” (นามสมมติ) อายุ 37 ปี บิดาของเด็กชายบี (นามสมมติ) ได้ตัดสินใจให้ลูกชายลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อยู่ชั้น ป.1 โดยให้เหตุผลว่าลูกเคยถูกเพื่อนกลั่นแกล้งจนตกบันได แม้จะพยายามเปลี่ยนโรงเรียนให้แล้วถึง 2 แห่ง แต่พฤติกรรมการกลั่นแกล้งยังคงมีอยู่ ทำให้ตนเกิดความกังวลและตัดสินใจยุติการศึกษาในระบบของลูกลง
มุมมองความรักที่เกินขอบเขตกับผลกระทบต่ออนาคต
การตัดสินใจของนายหนึ่งในมุมมองของคนเป็นพ่ออาจดูเหมือนเป็นการปกป้องลูกรักจากอันตรายที่มองเห็นได้ชัดเจน แต่ในมิติของสังคมและพัฒนาการเด็ก การที่เด็กวัย 10 ขวบต้องถูกขังให้อยู่แต่ในบ้านโดยไร้เพื่อนวัยเดียวกันนั้นถือเป็นสัญญาณอันตราย การขาดโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอกและการเรียนรู้ทักษะชีวิตในวัยที่ควรจะเป็น ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อความรู้ทางวิชาการ แต่ยังกระทบต่อวุฒิภาวะทางอารมณ์และสังคมของเด็กในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างเจตนาของพ่อแม่กับการเติบโตที่เหมาะสมของบุตรหลาน ความรักที่มากเกินไปจนกลายเป็นการปิดกั้นโอกาส มักส่งผลร้ายมากกว่าผลดี แม้เด็กชายบีจะยืนยันว่าอ่านออกเขียนได้บ้าง แต่การเติบโตขึ้นมาโดยไร้สภาพแวดล้อมทางการศึกษาและเพื่อนฝูง ทำให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงเรียนไม่สามารถสอนได้เพียงแค่การอ่านเขียนตำรา
การเยียวยาและการคืนโอกาสให้เด็กชายวัย 10 ขวบ
ภายหลังการเจรจา นางวารินทร์ วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กจังหวัดนนทบุรี ได้ตัดสินใจรับตัวเด็กชายบีเข้าสู่ความคุ้มครอง เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและประเมินระดับความพร้อมทางวิชาการ ก่อนจะประสานโรงเรียนในพื้นที่เพื่อนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายหนึ่งไปตรวจสภาพจิตที่โรงพยาบาล เพื่อประเมินความเหมาะสมในการทำหน้าที่ผู้ปกครอง เนื่องจากมีรายงานพฤติกรรมความรุนแรงและปัญหากับเพื่อนบ้านมาก่อนหน้านี้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นนทบุรีครั้งนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองเด็กไม่ได้มีไว้เพื่อพรากครอบครัว แต่มีไว้เพื่อรับประกันว่าเด็กทุกคนต้องมีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณภาพ หากผู้ปกครองมีความกังวลเรื่องการกลั่นแกล้ง ทางออกที่ยั่งยืนคือการปรึกษาครูหรือนักจิตวิทยาเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน ไม่ใช่การดึงลูกออกจากสังคมจนกลายเป็นการตัดอนาคตของเด็กด้วยมือของพ่อแม่เอง