Thailand News

นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปี 68

นายอนุทินเป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปี 2568 ที่ทำเนียบฯ รวม 59 ราย เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.68

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ปฏิบัติหน้าที่ในภาครัฐ

วันนี้ (28 เม.ย.) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี 2568 ของคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งชั้นสายสะพาย และชั้นต่ำกว่าสายสะพาย

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการได้มีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานในราชกิจจานุเบกษา และแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในสถานที่อันเหมาะสม ขณะที่บรรยากาศของพิธีสะท้อนบทบาทของระบบราชการที่เดินหน้าอย่างเป็นระเบียบ ทั้งในแง่เกียรติยศและการยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจ

สำหรับการรับพระราชทานในวันนี้ มีคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี รวม 59 ราย เข้ารับเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจำแนกผู้ได้รับพระราชทานเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย

กลุ่มผู้ได้รับพระราชทานในพิธี ปี 2568

กลุ่มเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง) มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) รวมถึงนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย) ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม) ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย ได้แก่ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) และนายวัชระพล ขาวขำ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) รวมถึงนางสุขสมรวย วันทนียกุล (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.)

นอกจากสมาชิกในคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับต่าง ๆ ยังมีข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าที่ได้รับพระราชทาน มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) อาทิ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ, นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่อการทำงานภาครัฐ

ในเชิงความหมาย การได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ถือเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ โดยมักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน และเป็นการเชิดชูเกียรติที่เชื่อมโยงคุณงามความดีเข้ากับความรับผิดชอบต่อภารกิจในระบบราชการ

เมื่อพิจารณา “พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปี 68” ในภาพรวม สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงตัวเลขผู้รับหรือรายชื่อผู้ได้รับในวันนี้ แต่คือการสะท้อนว่าระบบการให้เกียรติยังเดินหน้าควบคู่กับการบริหารราชการในช่วงเวลาสำคัญของปฏิทินชาติ อย่างฤดูกาลที่ใกล้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา การจัดพิธีในทำเนียบรัฐบาลทำให้เห็นโครงสร้างการทำงานของภาครัฐที่ต้องประสานหลายหน่วย ทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

สำหรับคนทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ประเด็นที่จับต้องได้คือ “แรงจูงใจ” และ “มาตรฐาน” เมื่อมีเครื่องหมายเชิดชูเกียรติที่ชัดเจน การประเมินผลงานและความตั้งใจในการรับใช้สาธารณะย่อมถูกมองเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเกียรติยศในระดับส่วนรวมยังช่วยตอกย้ำว่าความดีและความรับผิดชอบไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำกล่าว แต่ถูกส่งผ่านพิธีการที่มีขั้นตอนและแบบแผนชัดเจน

ในมุมวิเคราะห์ การจัดพิธีครั้งนี้ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนจุดรวมใจขององค์กรรัฐหลายระดับ ผู้ได้รับพระราชทานมาจากทั้งผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการสายงานที่ดูแลงานเฉพาะด้าน เมื่อถูกเชิดชูร่วมในพื้นที่เดียวกัน ความคาดหวังต่อการทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องก็ยิ่งชัดขึ้น เพราะเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไม่ได้เป็น “เส้นชัย” แต่เป็น “การยืนยัน” ว่าหน้าที่เดิมยังต้องเดินหน้าต่อไปตามความจำเป็นของประเทศ

สำหรับอนาคต สิ่งที่ประชาชนอาจคาดหวังต่อจากพิธีลักษณะนี้คือการเห็นผลงานที่สอดคล้องกับความหมายของเกียรติยศ เช่น การพัฒนาบริการสาธารณะ ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาในพื้นที่จริง เมื่อระบบให้เกียรติถูกโยงกับการปฏิบัติงานอย่างจริงจังมากขึ้น พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ก็จะยิ่งมีพลังในเชิงความเชื่อมั่นต่อการบริหารภาครัฐของ Misryoum