ราคาน้ำมันโลกพุ่งเกือบ 4% ตลาดหวั่นสหรัฐ-อิหร่าน ปะทะในฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเกือบ 4% หลังตลาดกังวลความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่านและเหตุปะทะที่ช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันโลกดีดขึ้นแรงเกือบ 4% ในวันซื้อขายล่าสุด ขณะที่ความกังวลเรื่องความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังคงกดดันบรรยากาศในตลาดอย่างต่อเนื่อง
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ราคาน้ำมันโลก งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปรับขึ้น 3.8% แตะระดับ 112.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงหนึ่งของวัน ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เทกซัส อินเทอร์มีเดียต หรือ WTI งวดส่งมอบเดือนมิ.ย. ปรับขึ้นใกล้เคียงกัน อยู่ที่ 105.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ในจุดนี้ ตลาดไม่ได้มองแค่ตัวเลขราคาที่เพิ่มขึ้น แต่กำลังจับตาความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบการขนส่งเชื้อเพลิงในเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
ความกังวลหลักมาจากรายงานเกี่ยวกับการที่สหรัฐเดินหน้าปฏิบัติการ “โปรเจกต์ ฟรีดอม” เพื่อนำทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้อิหร่านแสดงความไม่พอใจอย่างมาก โดยอิหร่านระบุว่าสหรัฐละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แม้สหรัฐจะโต้แย้งว่าเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงไม่ได้เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีรายงานการยิงโจมตีและการยิงเตือนจากฝั่งอิหร่าน แม้ภาพรวมจะยังเต็มไปด้วยข้อโต้แย้งกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งประเมินความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและยากที่จะกลับสู่ความเชื่อมั่นเดิม
ประเด็นสำคัญคือ เมื่อความตึงเครียดรอบฮอร์มุซทวีขึ้น ราคาเชื้อเพลิงมักถูกตอบสนองทันทีผ่านความกังวลเรื่องต้นทุนและความไม่แน่นอนด้านอุปทาน แม้ตัวเลขจริงจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง
ในมุมของนักลงทุน การประเมินว่า “ปฏิบัติการของสหรัฐ” จะช่วยลดความตึงตัวในภาพรวมได้มากน้อยเพียงใด กลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การซื้อขายยังคงระมัดระวังและผันผวนได้
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของสัญญาล่วงหน้าครั้งนี้สะท้อนว่าตลาดกำลังให้ค่าน้ำหนักกับความเสี่ยงด้านความขัดแย้งและเส้นทางการขนส่ง ซึ่งเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนได้เร็ว และส่งผลต่อความคาดหวังของผู้ซื้อผู้ขายในระยะสั้น
ท้ายที่สุด ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นแรงในช่วงสั้นๆ แบบนี้จะยิ่งทำให้ทุกฝ่ายจับตาสัญญาณจากพื้นที่ ทั้งด้านถ้อยแถลงและเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม เพราะความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับฮอร์มุซมักสะท้อนเข้าสู่ตลาดโดยตรงเสมอในเวลาที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น