Thailand News

เปิดประวัติ สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ พระเถระผู้สมถะและมีปฏิปทางดงาม

เปิดประวัติและเส้นทางธรรม สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ พระเถระผู้เปี่ยมด้วยความสมถะและระเบียบวินัย สู่การสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุตองค์ล่าสุด

การประกาศสถาปนาสมณศักดิ์สมเด็จพระราชาคณะในโอกาสมหามงคลล่าสุด ทำให้ชื่อของ ‘สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์’ กลายเป็นที่สนใจของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ด้วยปฏิปทาที่งดงามและการครองตนอยู่ในความสมถะเรียบง่ายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ (บุญเรือง ปุญญโชโต) เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุตองค์ล่าสุด ปัจจุบันท่านมีอายุ 90 ปี 70 พรรษา ดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะสงฆ์ ทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ท่านมีนามเดิมว่า บุญเรือง วรคามวิชัย เกิดที่จังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่วัยเยาว์และอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนามาโดยตลอด

เส้นทางธรรมและการอุทิศตนเพื่อพระศาสนา

หากย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของท่านจะพบว่า ท่านเริ่มต้นจากการบรรพชาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ในปี พ.ศ.. 2498 ก่อนจะเข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรม ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ความมุ่งมั่นตั้งใจทำให้ท่านได้รับความไว้วางใจจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธัมมธโร) ให้เป็นกำลังสำคัญในการสนองงานคณะสงฆ์ ทั้งในด้านการปกครอง การศึกษา และการเผยแผ่พระธรรมคำสอนทั้งในและต่างประเทศ

การเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังต่างแดนถือเป็นงานที่สำคัญยิ่งในชีวิตของท่าน ท่านเป็นหนึ่งในพระธรรมทูตรุ่นแรกที่บุกเบิกการเผยแผ่พุทธศาสนาในออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย ซึ่งงานในส่วนนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเผยแผ่หลักธรรม แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมโยงทางจิตใจให้กับชาวพุทธในต่างแดน ความสำเร็จในการนำพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซียถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ท่านมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน

ปฏิปทาที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

ความสมถะของสมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ที่ปรากฏ แต่เป็นแนวทางที่ท่านใช้เป็นหลักในการบริหารจัดการวัดและดูแลพระลูกวัด ท่านมักย้ำเสมอถึงเรื่องการเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของพระธรรมยุต การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายท่ามกลางหน้าที่รับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ศิษยานุศิษย์และพระสังฆาธิการรุ่นหลังได้ศึกษาและปฏิบัติตาม

ในแง่ของผลกระทบต่อสังคม ความเลื่อมใสในตัวท่านไม่ได้เกิดจากสมณศักดิ์ที่ได้รับ แต่เกิดจากกระบวนการทำงานที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและวิสัยทัศน์ ในยามที่สังคมไทยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ท่านเป็นดั่งจุดยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่แสดงให้เห็นว่า การดำรงตนอย่างพอเพียงและมีวินัยนั้นนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริง ทั้งยังช่วยสร้างศรัทธาให้กับคนรุ่นใหม่ที่มองหาแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่อยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม

การได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์สูงสุดในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการยกย่องเชิดชูพระเถระผู้มีประวัติการทำงานที่บริสุทธิ์และยาวนาน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติประวัติส่วนตัว แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพระธรรมทูตและคณะสงฆ์ทั่วประเทศให้มีกำลังใจในการปฏิบัติศาสนกิจเพื่อประโยชน์สุขของพุทธศาสนาสืบต่อไป