บุ๋ม ปนัดดา ลงพื้นที่ศรีราชา ลุยช่วยเหยื่อถูกลวงอนาจารนับ 10 ราย

บุ๋ม ปนัดดา ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ลงพื้นที่ศรีราชาเข้าช่วยเหลือเด็กกว่า 10 ราย หลังถูก LGBTQ ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมประสานรองผู้การชลบุรีเร่งดำเนินคดีด่วนหลังคดีไม่คืบหน้าและเหยื่อถูกข่มขู่
บุ๋ม ปนัดดา ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี พร้อมด้วยทีมงานและเจ้าหน้าที่จากกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้ลงพื้นที่หมู่บ้านจิตอารีย์ ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อเข้าช่วยเหลือกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ โดยมีรายงานว่ามีเด็กที่ได้รับผลกระทบรวมกันกว่า 10 ราย
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่ผู้ปกครองของเด็กชายวัย 13 ปี ได้ออกมาร้องเรียนว่าลูกชายถูกนายกิตติ (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก่อเหตุอนาจาร แม้จะมีการพาตัวไปตรวจร่างกายและแจ้งความไว้ที่ สภ.หนองขาม แล้ว แต่กระบวนการทางกฎหมายกลับล่าช้าและไม่มีความคืบหน้า ส่งผลให้ครอบครัวเกิดความกังวลใจเป็นอย่างมาก
จากการลงพื้นที่ของ Misryoum พบว่าเด็กๆ ที่ตกเป็นเหยื่อต่างตกอยู่ในสภาวะหวาดกลัว ข้อมูลที่ได้รับจากเด็กหลายรายยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า นายกิตติมีพฤติกรรมลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าออกมาแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากความอับอายและแรงกดดันจากการถูกข่มขู่จากผู้ก่อเหตุ ทำให้วงจรการกระทำผิดนี้ยังคงดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีการขัดขวาง
กระบวนการเยียวยาและทวงคืนความยุติธรรม
บุ๋ม ปนัดดา ได้เข้าปลอบขวัญและฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็กทุกคนที่ได้รับผลกระทบ โดยยืนยันว่ามูลนิธิองค์กรทำดีจะเข้ามาดูแลในทุกขั้นตอน พร้อมทั้งประสานงานไปยังรองผู้การจังหวัดชลบุรีโดยตรง เพื่อเร่งรัดคดีให้เกิดความชัดเจนและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กในพื้นที่ในระยะยาว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ศรีราชาครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเปราะบางของเด็กและเยาวชนในชุมชน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ของการเฝ้าระวังและการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่รวดเร็วพอ การที่เหยื่อได้รับความช่วยเหลือล่าช้าอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตของเด็กอย่างรุนแรงในอนาคต ซึ่งสังคมควรให้ความสำคัญกับการสร้างระบบคุ้มครองที่เข้มแข็งมากกว่าเพียงแค่รอให้เกิดความสูญเสีย
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการข่มขู่ที่ทำให้เหยื่อปิดปากเงียบเป็นเวลานาน หากไม่มีการจัดการอย่างเด็ดขาดและจริงจังจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง พฤติกรรมละเมิดสิทธิเช่นนี้อาจกลายเป็นภัยเงียบที่ทำลายชีวิตของเด็กคนอื่นๆ ต่อไป การลงพื้นที่ในครั้งนี้ของมูลนิธิองค์กรทำดีจึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า ความยุติธรรมต้องเข้าถึงเหยื่อทุกคนโดยไม่มีข้ออ้างเรื่องความล่าช้าหรือการเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่