Thailand News

เอกนัฏขู่เลิกสัญญาซื้อไฟเอกชน ลดราคาไม่ลงอาจถูกฟ้อง

เอกนัฏ ขู่เลิกสัญญารับซื้อไฟเอกชนแอดเดอร์กว่า 4,000 เมกะวัตต์ หากเจรจาลดราคาไม่สำเร็จ พร้อมยอมให้ภาคเอกชนฟ้องรัฐ ชี้เป้าโซลาร์ฯ ไม่เกิน 2.20 บาท/หน่วย

เอกนัฏ ขู่เดินหน้ายกเลิกสัญญารับซื้อไฟจากเอกชน “แอดเดอร์” หากยังไม่ลดราคาและทำให้ต้นทุนค่าไฟแพงต่อเนื่องจนกระทบประชาชน

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกในวันที่ 27 เม.ย.. 2569 โดยเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟกำลังโฟกัสปัญหา “ภาระแอดเดอร์” หรือส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในอดีต ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเร่งให้ต้นทุนค่าไฟโดยรวมสูงขึ้น โดยปัจจุบันมีการต่อสัญญาอัตโนมัติครอบคลุมกำลังการผลิตกว่า 4,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของกำลังผลิต และมีผลส่งผ่านต้นทุนค่าไฟผันแปรอัตโนมัติ หรือ เอฟทีราว 20 สตางค์ต่อหน่วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเผยว่าล่าสุดมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ “ปรับลดค่าไฟ” ให้เหมาะสม หากเจรจาไม่สามารถหาข้อสรุปได้ กระทรวงพลังงานเตรียมยกเลิกสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนกลุ่มดังกล่าว และเปิดช่องให้คู่สัญญายื่นฟ้องดำเนินคดีกับรัฐได้

ในกรอบราคาที่ถูกยกเป็นเงื่อนไขสำคัญ รัฐชี้ว่าไฟจากโซลาร์ควรอยู่ไม่เกิน 2.20 บาทต่อหน่วย ขณะที่เชื้อเพลิงไบโอแมสต้องเจรจาราคาที่เหมาะสม โดยเหตุผลที่ฝ่ายรัฐยกคือผู้ผลิตกลุ่มนี้ได้คืนทุนมายาวนานแล้ว และสภาพต้นทุนพลังงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากช่วงเวลาในอดีต ดังนั้นราคารับซื้อที่ยังผูกกับโครงสร้างเดิมอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

วาทะที่สะท้อนท่าทีค่อนข้างชัดคือ การย้ำให้ “คุยกันตรงๆ” เหมือนกรณีอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ขาดทุน แต่หากกำไรหรือผลตอบแทนไม่สะท้อนความเหมาะสม ก็ต้องปรับให้กลับไปอยู่ในสภาพที่ควรเป็น และหากไม่ยอมปรับก็ควรเข้าสู่กระบวนการตามสัญญา รวมถึงการเปิดทางให้ฟ้องร้องกันได้ตามกติกา

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าติดตามไม่ใช่แค่การขู่ยกเลิก แต่คือแนวทางที่รัฐผูกกับ “การลดขั้นตอน” เพื่อให้เอกชนและประชาชนสามารถผลิตไฟใช้เองได้จริงเร็วขึ้น รัฐมนตรีระบุว่าการติดตั้งโซลาร์ฯที่เดิมอาจใช้เวลานานถึงเป็นปี จะต้องปรับลดขั้นตอน เช่น ส่วนของการอนุมัติติดตั้งมิเตอร์ที่ควรทำให้แล้วเสร็จไม่เกิน 1 เดือน และได้มีการหารือกับกระทรวงมหาดไทยแล้ว โดยตั้งเป้าให้ผู้ติดตั้งเพื่อผลิตไฟใช้เองและไม่ขายเข้าระบบใช้เวลาราว 7 วัน ส่วนผู้ที่ผลิตไฟใช้เองแล้วเหลือและต้องการขายกลับเข้าสู่ระบบจะมีอัตรารับซื้อที่ 2.20 บาทต่อหน่วย สูงกว่าอัตรารับซื้อจากโซลาร์ฟาร์ม

ในเชิงนโยบาย รัฐยังวางภาพ “ขยายกรอบรับซื้อ” เพิ่มจากเดิมที่มีกรอบรับซื้อไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ จากกำลังผลิตรวมราว 50,000 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 0.1% เพื่อให้เกิดการตอบรับจากประชาชนมากขึ้น โดยจะขยายกรอบขึ้นเป็น 500 เมกะวัตต์ และขยายต่อเมื่อเห็นผลจริง การโยงเป้าหมายกับเรื่องต้นทุนพลังงานก็ชัดเจน เพราะแนวคิดคือหากผลิตไฟจากโซลาร์ฯได้เพิ่ม จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าแอลเอ็นจี ซึ่งเป็นต้นทุนที่ทำให้ค่าไฟผันผวนและสูงขึ้น

สำหรับผลทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน รัฐคาดว่าหากแก้ปัญหา “แอดเดอร์” ได้ จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าไฟลงได้ประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย แม้ตัวเลขดูเป็นหน่วยเล็ก แต่เมื่อสะสมเป็นวงกว้างในระบบค่าไฟของคนทั้งประเทศ ผลกระทบด้านกระเป๋าเงินมักชัดเจนกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะช่วงที่ค่าไฟเข้ามาสะท้อนผ่านงบครัวเรือนทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง

ในมุมที่ต้องจับตา รัฐกำลังเดินเกมแบบสองทาง—ด้านหนึ่งคือปรับโครงสร้างสัญญารับซื้อที่เห็นว่ามีภาระเกินความเหมาะสม ส่วนอีกด้านคือเร่งให้ “ดีมานด์การผลิตไฟฟ้าจากผู้ใช้” เกิดเร็วขึ้น เพื่อลดแรงกดดันต่อระบบในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงคือการยกเลิกสัญญาหรือปรับเงื่อนไขอาจต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการเจรจาอย่างรอบคอบ เพราะหากดำเนินการเร็วโดยไม่มีทางออกที่ชัดเจน ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับเอกชนอาจยืดเยื้อได้

เมื่อมองไปข้างหน้า หากรัฐเดินหน้าลดราคาแอดเดอร์ได้ตามกรอบที่ประกาศ ค่าไฟที่สะท้อนผ่านเอฟทีอาจลดแรงกดดันลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันการลดเวลาอนุมัติและขยายกรอบรับซื้อสำหรับการผลิตไฟใช้เอง จะทำให้ตลาดโซลาร์ฯของผู้ใช้เพิ่มขึ้น สร้างทางเลือกให้ครัวเรือนมีส่วนลดต้นทุนด้วยตัวเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่สำคัญที่สุดยังอยู่ที่ผลการเจรจาว่า “ลดราคาได้จริงแค่ไหน” และความร่วมมือจากผู้ผลิตเอกชนจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่รัฐต้องการหรือไม่ เพราะนี่คือจุดตัดสินว่าเรื่องจะจบด้วยการปรับเงื่อนไขหรือไปถึงการฟ้องร้องในที่สุด