Thailand News

อย่าเบี้ยว! ประชามติแก้ รธน. กับคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาล

ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชัดเจน แต่ทำไมรัฐบาลและฝ่ายค้านกลับนิ่งเฉย? ถึงเวลาทวงถามความรับผิดชอบและแผนงานที่ชัดเจนจากผู้นำประเทศ ก่อนที่ความหวังของประชาชนจะถูกปล่อยให้เลือนหายไปตามกาลเวลา

ผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือหลักฐานยืนยันความต้องการของประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ที่ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้มาใช้สิทธิสะท้อนเจตนารมณ์กว่าร้อยละ 69.65 ถือเป็นฉันทามติที่ไม่มีใครสามารถมองข้ามไปได้

การเดินทางของประเด็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ผ่านการถกเถียงอย่างเข้มข้นในรัฐสภามานานนับปี รวมถึงการแสดงความคิดเห็นจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม จนกลายมาเป็นกระบวนการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การจัดทำประชามติในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศสำคัญที่ชี้ทางออกให้กับประเทศ ท่ามกลางความคาดหวังของคนไทยเกือบ 66 ล้านคนที่เฝ้ารอเห็นกติกาหลักของบ้านเมืองที่มาจากความเห็นพ้องของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

ทว่าหลังจากที่ผลประชามติปรากฏออกมาอย่างชัดแจ้ง คำถามที่ดังขึ้นในใจของประชาชนกลับไม่ใช่ ‘ทำไม’ แต่เป็น ‘เมื่อไหร่’ เพราะในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลชุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 9-10 เมษายน 2569 กลับไม่มีการกล่าวถึงโรดแมปหรือกรอบเวลาในการเริ่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แม้แต่น้อย ความเงียบงันนี้สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับสังคมว่า คำสัญญา ‘พูดแล้วทำ’ จะถูกนำมาใช้กับเรื่องสำคัญระดับประเทศนี้หรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้วประชามติที่ผ่านพ้นไปจะกลายเป็นเพียงการทำตามขั้นตอนทางพิธีการ โดยไร้ซึ่งความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริง

ในขณะที่ฟากรัฐบาลดูเหมือนจะสงบนิ่ง ฝ่ายค้านอย่าง ‘พรรคประชาชน’ ซึ่งเคยเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดันประเด็นนี้ กลับแสดงท่าทีที่น่าสงสัยไม่แพ้กัน การหายไปของเสียงทวงถามจากฝั่งที่เคยยืนยันหนักแน่นว่าต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นเพียง ‘ละครการเมือง’ เพื่อเรียกคะแนนนิยมชั่วคราวหรือไม่ ความเกรงใจทางการเมืองหรือข้อตกลงลับหลังกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้เกิดการตรวจสอบรัฐบาลในประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญที่สุด

หากมองย้อนกลับไปถึงหัวเรือใหญ่ ทั้งนายอนุทิน นายโสภณ สุระสัจจะ และนายมงคล สุระสัจจะ ทั้งหมดล้วนอยู่ในตำแหน่งสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคอย การปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่มีแผนงานที่จับต้องได้ คือการสะท้อนถึงการขาดความเชื่อมั่นในอำนาจของประชาชนที่ได้ไปหย่อนบัตรลงคะแนนในวันนั้น

การตั้งคำถามถึงความจริงใจไม่ใช่เรื่องของการจับผิด แต่คือการทำหน้าที่เฝ้าระวังไม่ให้เสียงของประชาชนถูกละเลย การเมืองไทยมักติดหล่มอยู่กับการประวิงเวลาจนสูญเสียโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ หากผู้มีอำนาจไม่เร่งรีบแสดงความชัดเจน การตั้งคำถามจากสังคมจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลจะเริ่มสั่นคลอนจากการกระทำที่ขัดกับความต้องการของประชาชน

ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องเลิกเล่นเกมการเมืองและหันมามองความเดือดร้อนของประเทศเป็นที่ตั้ง ประชามติไม่ใช่แค่บัตรกระดาษที่ลงคะแนนแล้วจบไป แต่คือพันธสัญญาที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม การถ่วงเวลาหรือการนิ่งเฉยอาจหมายถึงการเสียเวลาไปเปล่าๆ อีกหลายปี ซึ่งประเทศไทยไม่มีต้นทุนเวลาเหลือให้ผลาญทิ้งไปกับการเมืองที่เอาแต่ ‘เบี้ยว’ คำสัญญาอีกต่อไป